| ข่าวดี!!
คุณสามารถหักลดหย่อนภาษีในส่วนของเบี้ยประกันชีวิตเพิ่มขึ้นถึง
50,000 บาทต่อปี โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2545
ข่าวดีนี้เกี่ยวข้องกับท่านอย่างไร?
- ได้รับประโยชน์จากสิทธิในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องเสียภาษีในอัตรา 20% เดิมรัฐให้สิทธิในการนำเบี้ยประกันชีวิตมาหักลดหย่อนภาษีในวงเงินไม่เกิน
10,000 บาท นั่นคือรัฐได้ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำประกันชีวิตของผู้มีเงินได้
2,000 บาท แต่ในปัจจุบันที่รัฐให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 50,000
บาท หมายถึงรัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนประกันชีวิตถึง 10,000
บาท นั่นก็คือในเงินเบี้ยประกันที่คุณชำระปีละ 50,000 บาทนั้น
คุณชำระจริงเพียง 40,000 บาท โดยมีรัฐเข้ามาสนับสนุนถึง 10,000
บาท
- ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการสร้างหลักประกันของรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว
ใครบ้างที่จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันชีวิต 50,000
บาท
1. เป็นผู้มีเงินได้ที่ชำระค่าเบี้ยประกันในปีภาษีนั้นๆ
2. กรมธรรม์ประกันชีวิตที่จะนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง
10 ปีขึ้นไปหรือตลอดชีพ
3. ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ซื้อกับบริษัทที่ประกอบกิจการในประเทศไทยเท่านั้น
4. ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้ตามจำนวนเบี้ยประกันที่จ่ายจริง
สูงสุดได้ถึง 50,000 บาท
5. ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มีคู่สมรส ที่ความเป็นสามีภรรยามีอยู่ตลอดปีภาษี
ซึ่งคู่สมรสมีกรมธรรม์ประกันชีวิตระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไปที่ซื้อกับบริษัทประกันชีวิตที่ประกอบกิจการในประเทศไทย
หากคู่สมรสไม่มีเงินได้ ผู้มีเงินได้สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ได้ตามที่จ่ายจริง
แต่ไม่เกิน 10,000 บาท นั่นคือ ผู้มีเงินได้ที่มีคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้จะสามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้ตามที่จ่ายจริง
สูงสุดถึง 60,000 บาท
อย่างไรก็ตาม หากคู่สมรสมีเงินได้ ผู้มีเงินได้และคู่สมรสสามารถแยกกันชำระภาษี
ซึ่งต่างก็สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง
แต่ไม่เกินคนละ 50,000 บาท
เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นเสียภาษี
ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิม คือนำใบเสร็จรับเงินหรือสำเนาใบเสร็จรับเงินที่ออกโดยบริษัท
แนบพร้อมกับการยื่นเสียภาษี กรณีทำใบเสร็จรับเงินสูญหาย สามารถขอหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิตจากบริษัท
|