2.
ประเภทของการประกันชีวิต
|
|
การประกันชีวิตแบ่งออกได้
3 ประเภท คือ
|
|
|
2.1 การประกันชีวิตประเภทสามัญ (Ordinary Life
Insurance)
2.2 การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม (Industrial
Life Insurance)
2.3 การประกันชีวิตประเภทกลุ่ม (Group Life Insurance)
|
| 2.1
การประกันชีวิตประเภทสามัญ (Ordinary Life Insurance) คือ |
|
1.
จำนวนเงินเอาประกันสูง โดยทั่วไปประมาณ 50,000 บาทขึ้นไปถึงหลายล้านบาท
จึงเหมาะสมกับผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไป
2. ชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี, ราย 6 เดือน, ราย 3 เดือน หรือรายเดือนก็ได้
แต่ในการคิดอัตราดอกเบี้ยประกันภัย บริษัทจะยึดตามหลักว่า การประกันชีวิตประเภทสามัญต้องชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี
ดังนั้นในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายปี
หากผู้เอาประกันภัยถึงแก่กรรม บริษัทจะหักเบี้ยประกันภัยส่วนที่ยังค้างจ่ายในรอบปีกรมธรรม์นั้น
ออกจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายตามเงื่อนไขกรมธรรม์นั้นด้วย เช่น ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันเป็นราย
3 เดือน และเสียชีวิตขณะที่ชำระเบี้ยประกันภัยได้ 2 ปี 6 เดือน
(ปีที่ 3 ชำระไปเพียง 2 งวด) เมื่อบริษัทจ่ายเงินเอาประกันภัยให้ผู้รับประโยชน์
บริษัทจะหักเบี้ยประกันภัยของปีที่ 3 อีก 2 งวดด้วย
3. การพิจารณารับประกันจะตรวจสุขภาพหรือไม่ตรวจก็ได้ จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทซึ่งจะพิจารณาตามทุนประกัน,
อายุ และสุขภาพของผู้เอาประกัน
|
| 2.2
การประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Life Insurance)
คือ |
| |
1. จำนวนเงินเอาประกันต่อกรมธรรม์ต่ำ
เบี้ยประกันที่ชำระแต่ละเดือนต่ำ คือ 100, 200, 300,
..500 บาท
เป็นต้น จึงเหมาะกับผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง
2. การชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายเดือน ถ้าผู้เอาประกันภัยมรณะในขณะที่ชำระเบี้ยประกันภัยไม่เต็มปี
จะไม่มีการหักเบี้ยประกันภัยส่วนที่ชำระไม่เต็มปี เช่น ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยรายเดือนและเสียชีวิต
ขณะที่ชำระเบี้ยประกันภัยได้ 2 ปี 5 เดือน เมื่อบริษัทจ่ายเงินเอาประกันภัยให้ผู้รับประโยชน์
จะไม่มีการหักเบี้ยประกันภัยอีก
3. ทุกกรมธรรม์ให้ความคุ้มครองทั้งประกันชีวิตและการประกันอุบัติเหตุในกรมธรรม์ฉบับเดียวกัน
เลือกซื้อเฉพาะการประกันชีวิตไม่ได้ เพราะว่าอัตราเบี้ยประกันภัยได้ร่วมเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันอุบัติเหตุไว้ด้วยกันแล้ว
ถ้าผู้เอาประกันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุบริษัทจะจ่ายเงินเอาประกันชีวิต
ควบคู่กับจำนวนเงินเอาประกันอุบัติเหตุให้แก่ผู้รับประโยชน์
4. กรมธรรม์มีส่วนของการออมทรัพย์และความคุ้มครองควบคู่กันเสมอ
ดังนั้นถ้าผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนครบสัญญาก็จะได้รับจำนวนเงินเอาประกันคืนทุกคน
(กรมธรรม์ต้องมีผลบังคับด้วย)
5. การพิจารณารับประกันไม่มีการตรวจสุขภาพ เพราะว่าทุนประกันต่ำการตรวจสุขภาพจะทำให้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
ไม่คุ้มกับเบี้ยประกันที่กำหนดไว้และที่ได้รับมา
6. ทุกกรมธรรม์มีระยะเวลารอคอย หมายถึง ถ้าผู้เอาประกันเสียชีวิตโดยวิธีธรรมชาติ
หรือโรคภัยไข้เจ็บภายใน 180 วัน หรือ 6เดือน หรือตามที่กำหนดในเงื่อนไขกรมธรรม์
บริษัทจะไม่จ่ายเงินเอาประกันให้ แต่จะคืนเฉพาะเบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันได้ชำระไปแล้วทั้งหมดให้ผู้รับประโยชน์
หรือทายาท ส่วนกรณีที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุในช่วงระยะรอคอยนี้
บริษัทฯ จะจ่ายทุนประกันชีวิตรวมทุนประกันอุบัติเหตุให้
|
| 2.3
การประกันชีวิตประเภทกลุ่ม (Group Life Insurance)
คือ |
| |
1. คุ้มครองผู้เอาประกันตั้งแต่
7-10 คนขึ้นไป
2. มีอัตราเบี้ยประกันชีวิตที่ต่ำกว่าการประกันชีวิตประเภทอื่น
ๆ
3. ไม่มีการตรวจสุขภาพ
4. การกำหนดทุนประกันสามารถกำหนดได้ โดยใช้จำนวนเท่าของเงินเดือน,
ตำแหน่ง, อายุงาน ฯลฯ แล้วแต่จะตกลงกัน
5. การชำระเบี้ยประกันเป็นหน้าที่ของนายจ้างชำระผู้เดียวทั้งหมด
หรือนายจ้างและลูกจ้างร่วมกันชำระก็ได้ ถ้านายจ้างชำระเบี้ยประกันเพียงผู้เดียว
ผู้ที่ทำประกันในกลุ่มนั้นต้องมีจำนวน 100% ของผู้มีสิทธิทำประกันทั้งหมด
และถ้านายจ้างร่วมกันชำระผู้ที่สมัครทำประกันต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า
75% ของผู้ที่มีสิทธิทำประกันทั้งหมด
6. กรมธรรม์ 1 ฉบับ ต่อ1 กลุ่ม
7. เลือกชำระเบี้ยประกันเป็นรายปี, ราย 6 เดือน, ราย 3 เดือน หรือรายเดือน
8. การเรียกร้องสิทธิตามกรมธรรม์ เป็นหน้าที่ของนายจ้างหรือผู้ถือกรมธรรม์
9. เป็นการประกันชีวิตกลุ่มแบบชั่วระยะเวลา 1 (ต่อสัญญาทุกปี)
10. มีการจ่ายคืนเบี้ยประกันชีวิตจากประสบการณ์ เพื่อเป็นการปรับอัตราเบี้ยของผู้เอาประกันให้ถูกต้อง
กับความเสี่ยงภัยของผู้เอาประกันกลุ่มนั้น และจะมีการจ่ายคืนเบี้ยประกันชีวิตจากประสบการณ์เมื่อสิ้นรอบปีกรมธรรม์ปีหนึ่ง
ๆ และกรมธรรม์นั้นมีค่าสินไหมทดแทนรวมค่าใช้จ่าย และส่วนลดน้อยกว่าเบี้ยประกันที่บริษัทเรียกเก็บ
|